![]() |
| อาหารฝีมือพวกเรา คาบนี้เป็นคาบชดเชย พวกเราได้ทำอาหารสำหรับเด็กปฐมวัยกันทุกกลุ่มทำได้หน้าทานมากๆ เเต่คาบนั้นหนูไม่สบายเลยไม่ต่อยได้มีส่วนร่วมในการทำอาหารเเต่ก็เห็นถึงความตั้งใจของทุกคน อาจารย์บาสยังใจดีทำบัวลอยกับทับทิมกรอบให้ทาน เเต่เสียดายหนูกินไรไม่ได้เลย เเต่เพื่อนๆบอกว่ามันอร่อยมากๆเลยนะคะ ![]() ส่งท้ายกันด้วยภาพนี้ หนูได้รางวัลเด็กดีอีกเเล้วดีใจมากๆเลย ![]() |
EAED1103 การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
บันทึกการเรียนครั้งที่ 17
วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2562
บันทึกการเรียนครั้งที่ 16

พูดถึงเรื่องอาหารต่างๆที่เหมาะกับเด็กปฐมวัย
เนื้อหาในเเผนพับ
Top 5 ผลไม้ช่วยย่อย
แหม! เป็นตัวตั้งตัวตีแนะนำมาตั้งแต่ระบบขับถ่าย ไล่มาจนบอกทางออกว่าต้องเป็นผลไม้ ถ้าจะไม่บอกว่ามีอะไรบ้างก็กระไรอยู่จริงไหมคะ จัดการลิสต์มาให้เรียบร้อยแล้วค่ะ รายชื่อผลไม้ 5 ชนิดที่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารของลูกทำงานได้ดีขึ้น เพื่อที่คุณแม่ๆ จะได้นำไปสลับสับเปลี่ยนกับผลไม้ที่ลูกกินเป็นประจำได้ทันทีไม่ต้องหาข้อมูลเพิ่มอย่างไรล่ะคะ
1. กล้วย เป็นผลไม้ที่มีให้รับประทานตลอดทั้งปี ราคาถูก โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าสุกจะมีสารเพกทินที่เป็นเมือกลื่นอยู่สูง จะช่วยรักษาโรคท้องเสียและท้องผูกด้วย แต่ถ้ากินมากไปอาจจะทำให้ท้องอืดได้ค่ะ
2. มะละกอสุก ผลดิบคุณแม่จะเอามาทำส้มตำแซบๆ ก็ไม่ว่ากัน แต่เมื่อสุกแล้วมะละกอจะมีสารชนิดหนึ่งที่เป็นผลดีต่อระบบย่อยอาหาร แก้อาการท้องผูก เอาไว้ให้ลูกกินได้จ้ะ แต่ถ้ากินมากไปก็จู๊ดๆ ได้เหมือนกัน นี่แหละที่เขาบอกว่ามากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ได้ผล
3. มะม่วงสุก แม้ว่าทุกวันนี้จะมีมะม่วงให้กินได้ตลอดทั้งปี แต่โดยธรรมชาติมะม่วงจะออกผลในช่วงฤดูร้อน และถ้าได้กินมะม่วงสุกคาต้นล่ะก็หวานอร่อยกว่ามะม่วงนอกฤดู ถึงมะม่วงจะไม่ได้สรรพคุณช่วยย่อยโดยตรงแต่ก็มีสารเพกทินที่ทำให้อึ๊ของลูกนุ่มขึ้นจ้ะ
4. แอปเปิ้ล ดูเป็นผลไม้ธรรมด๊า...ธรรมดาที่ไม่น่าจะเกี่ยวกับระบบของท้อง แต่แอปเปิ้ลมีสารเซลลูโลสมาก ช่วยบำรุงกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยแก้อาการท้องผูกได้ และกรดจากแอปเปิ้ลยังมีผลดีต่อการรักษาอาการท้องเสียด้วยนะ
5. ส้ม อุดมไปด้วยวิตามินซี โพแทสเซียมและกรดโฟลิก ช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้เคลื่อนตัว ลดอาการอาหารไม่ย่อย บำรุงกระเพาะอาหารและม้าม ถ้าดื่มน้ำส้มประจำจะช่วยให้ปัสสาวะได้ดี
ใกล้จะเป็นคาบสุดท้ายเเล้วสำหรับวิชานี้หนูรู้สึกสนุกในการเรียน
ไม่เครียดเพราะมีอาจารย์ที่น่ารักเเละสอนเก่งมากๆ
วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562
บันทึกการเรียนครั้งที่ 15

อยากจะบอกอ.ว่าวิชาอ.หนูชิวมากๆเเต่หนูก็ตั้งใจฟังอ.สอนนะคะ
ได้ออกไปโต้วาที เรื่อง การเลี้ยงลูกที่บ้าน เเละที่โรงเรียน
ว่ามันต่างกันหรือมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
การเลี้ยงลูกที่บ้าน
ข้อดี
1. ได้เห็นพัฒนาการทุกขั้นตอน
2. ได้ออกแบบการเลี้ยงลูก
3. ทำอาหารและดูแลโภชนาการของลูกได้ด้วยตนเอง
4. ได้ทำอาชีพใหม่ๆ
5. ดูแลลูกได้ โดยไม่ต้องยื่นใบลา
6. ไปเที่ยวได้วันธรรมดา
7. คุณจะรู้จักใช้เงินขึ้นเป็นอย่างมาก
ข้อเสีย
1. เสียเงินเป็นจำนวนมาก
2. สังคมที่ทำงานหายไป
3. คุณแม่จะไม่ได้แต่งตัวสวยๆ
4. คุณแม่อาจได้รับความกดดัน
5. คุณแม่อาจไม่มีความภูมิใจในตนเอง
6. คุณอาจกลายเป็นคนติดลูกมากจนเกินไป
การเลี้ยงลูกที่โรงเรียน
ข้อดี
1.ช่วยให้ลูกได้ปรับตัว
2.ไปโรงเรียนได้ฝึกการเข้าสังคม
3.โรงเรียนได้ฝึกระเบียบวินัย
ข้อเสีย
1.โรงเรียนอาจจะป่วยได้ง่าย
2.โรงเรียนอาจจะติดพฤติกรรมเลียนแบบ

วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562
บันทึกการเรียนครั้งที่ 13

ได้ให้ออกมานำเสนองานที่ไปสัมภาษณ์อาจารย์เเต่ละโรงเรียน
ให้เพื่อนๆได้ฟังอาจารย์ทุกโรงเรียนเป็นกันเองเเละให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
เเต่ก็มีอุปสรรคบ้างในการติดต่อเเละเดินทาง การทำงานในครั้งนี้
เป็นผลดีในการที่จะไปเป็นครูได้อย่างดีเยี่ยม
เพราะการเป็นครูต้องอาศัยประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าๆเพื่อที่จะเอาไปต่อยอด

บันทึกการเรียนครั้งที่ 12

ตอนไปขอสัมภาษณ์ อาจารย์ฝ่ายธุระการดูโหดมากๆๆๆๆ
เเต่พอเข้าไป อาจารย์ที่ให้สัมภาษณืน่ารักมากเป็นกันเอง
เเละช่วยเเช่ประสบการณ์ให้นักศึกษาอย่างใส่ใจ
บันทึกการเรียนครั้งที่ 11

มีเทคนิคดีๆ มาแนะนำในการเลี้ยงดูลูกเพื่อปรับพฤติกรรมงอแง
อาละวาดเอาแต่ใจให้ลูกค่อยๆ เรียนรู้ผ่านการเลี้ยงดู
ของพ่อแม่แบบมีเหตุมีผลเพราะลูกยังเล็กการกระทำของ
พ่อแม่จะช่วยสอนลูกได้มากกว่ากว่าคำพูดดุว่า
เพราะไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ถูกทาง
เทคนิคที่ 1 : เมยเฉย
เทคนิคที่ 2 : กอดช่วยเยียวยาทุกสิ่ง
เทคนิคที่ 3 : ห้ามใช้วิธีรุนแรง
เทคนิคที่ 4 : เพิกเฉยกับคำว่า "ไม่" ของลูกบ้าง
เทคนิคที่ 5 : พูดคุย
เทคนิคที่ 6 : ฝึกการรอคอย
เทคนิคที่ 7 : ฝึกให้ลูกหัดพูด และช่วยเหลือตนเอง
เทคนิคที่ 8 : ห้ามยั่วยุอารมณ์โกรธ

สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)



